top of page

เมโสต้อง "สะกิด"-"ฉีด" หรือ "ใช้เครื่อง"? ไขข้อสงสัยหัตถการยอดนิยม

  • รูปภาพนักเขียน: Nabi
    Nabi
  • 21 ก.พ.
  • ยาว 1 นาที

เมโสหน้าใส (Mesotherapy) คือหนึ่งในหัตถการความงามที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากที่สุด ด้วยผลลัพธ์ที่รวดเร็ว เห็นชัด และไม่ต้องพักฟื้น แต่หลายคนยังสับสนว่า "เมโสต้องฉีดลึกไหม?", "แค่สะกิดก็พอหรือเปล่า?", หรือ "ควรใช้เครื่องในการยิงเมโสเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด" และ "แต่ละแบบต่างกันอย่างไร?" บทความนี้จะพาคุณไปไขข้อสงสัยเกี่ยวกับเทคนิคการทำเมโสหน้าใส เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะกับผิวและความต้องการได้อย่างมั่นใจ



เมโสหน้าใสคืออะไร?

Mesotherapy คือเทคนิคการส่งผ่านสารบำรุงผิว เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ หรือกลุ่ม whitening agent เข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง เพื่อช่วยบำรุง ฟื้นฟู และแก้ไขปัญหาผิวอย่างเฉพาะจุด เช่น:

  • ผิวหมองคล้ำ ขาดน้ำ

  • จุดด่างดำ รอยสิว

  • สีผิวไม่สม่ำเสมอ

  • ผิวอ่อนล้า ไม่กระจ่างใส

โดยการฉีดเมโสหน้าใสจะเน้นบริเวณผิวหนังชั้นตื้น (Dermis) ซึ่งเป็นจุดที่เซลล์ผิวสามารถดูดซึมตัวยาได้ดี ส่งผลให้ผิวเปล่งปลั่งและสดใสได้ในเวลาอันรวดเร็ว



เมโสต้อง “สะกิด” หรือ “ฉีด”? ต่างกันยังไง?

การทำเมโสหน้าใสมีหลายเทคนิค ซึ่งแต่ละวิธีจะต่างกันทั้งในเรื่องของ “ความลึก” และ “ผลลัพธ์ที่ได้” ดังนี้:


🔸 การฉีดแบบสะกิด (Nappage Technique)

ใช้เข็มเล็กสะกิดตัวยาทั่วใบหน้า คล้ายการพ่นละอองน้ำตัวยาลงผิว

ความลึก: ประมาณ 2 มิลลิเมตร

เหมาะกับ: คนที่ต้องการผลทั่วใบหน้า ผิวใส ฉ่ำน้ำ ดูโกลว์

ข้อดี: เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว บางคนสามารถแต่งหน้าได้ในวันถัดไป


🔸 การฉีดแบบจุดต่อจุด (Point by Point)

แพทย์จะฉีดเป็นจุดลึกๆ โดยเว้นระยะห่างแต่ละจุดให้ทั่วใบหน้า

ความลึก: ประมาณ 4 มิลลิเมตร

เหมาะกับ: คนที่มีปัญหาเฉพาะจุด เช่น ฝ้า รอยดำ หลุมสิว

ข้อดี: ตัวยาลงลึกกว่า เห็นผลชัดในจุดที่ต้องการฟื้นฟูเป็นพิเศษ


🔸 การฉีดแบบตื้น (Epidermic Injection)

ฉีดแค่ผิวหนังชั้นบนสุด เพื่อกระตุ้นผิวให้สดชื่นทันที

ความลึก: ประมาณ 1 มิลลิเมตร

เหมาะกับ: ผิวบอบบาง ใต้ตา หรือคนที่เริ่มต้นดูแลผิว

ข้อดี: เจ็บน้อยที่สุด เหมาะกับผู้ที่กลัวเข็ม



ควรใช้เครื่องหรือไม่?

หลายคนสงสัยว่า “ต้องใช้เครื่องหรือไม่?” หรือ “ใช้เข็มมือเปล่าได้ไหม?” คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสูตรเมโส ปัญหาผิว และเทคนิคของแพทย์ ซึ่งการใช้อุปกรณ์สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับเมโสในบางกรณี โดยอาจใช้ร่วมกับเทคนิคการฉีดแบบเดิม หรือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความแม่นยำ เจ็บน้อย หรือการกระจายตัวยาที่สม่ำเสมอ


การทำ mesotherapy แบบใช้เครื่อง microneedling
การทำ mesotherapy แบบใช้เครื่อง microneedling

อุปกรณ์ที่สามารถใช้ร่วมกับเมโส

เพื่อให้การผลักวิตามินและสารบำรุงเข้าสู่ผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบันมีอุปกรณ์เสริม 2 ประเภท ได้แก่ Microneedling และ MesoGun ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ดังนี้:


🔹 Microneedling

เทคนิคที่ใช้เข็มขนาดเล็กมาก (ไมโครนีดเดิล) กลิ้งหรือกดลงบนผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมเปิดช่องทางเล็กๆ ให้สารบำรุงซึมลึกขึ้น ปัจจุบันนิยมใช้เป็นเครื่องแบบอัตโนมัติ เช่น Derma Pen

  • ข้อดี:

    • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ

    • เพิ่มการดูดซึมของตัวยาได้ดี

    • เหมาะกับเมโสเนื้อบาง ช่วยให้กระจายสม่ำเสมอทั่วใบหน้า

  • ข้อจำกัด:

    • ไม่เหมาะกับเมโสที่มีความหนืด หรือเนื้อเข้มข้น

    • ผลลัพธ์อยู่ในระดับตื้น ไม่ลงลึกถึงชั้นหนังแท้

    • ผู้ที่มีผิวบอบบางหรือมีแผลเปิดควรหลีกเลี่ยง


🔹 Meso Gun

เป็นเครื่องฉีดเมโสแบบยิงทีละจุด ด้วยเข็มเล็กที่ควบคุมความลึกและปริมาณยาได้แม่นยำ

  • ข้อดี:

    • มักเจ็บน้อยกว่าฉีดมือ

    • กระจายตัวยาได้สม่ำเสมอ

    • เหมาะกับบริเวณกว้าง เช่น ใบหน้า ลำคอ หลังมือ

  • ข้อจำกัด:

    • มักใช้กับผิวชั้นตื้น

    • ไม่เหมาะกับเมโสเนื้อหนืดที่ต้องการการฉีดเฉพาะจุด

    • ไม่สามารถเจาะจงฟื้นฟูชั้นผิวลึกได้เท่าการฉีดแบบ Point by Point


การทำ mesotherapy แบบใช้เครื่อง mesogun
การทำ mesotherapy แบบใช้เครื่อง mesogun

ปัจจัยในการเลือกเทคนิคการฉีดเมโส

การเลือกวิธีฉีดไม่ใช่เรื่องของความชอบเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น:

  • ปัญหาผิวของแต่ละคน: จุดด่างดำ ฝ้า รอยสิว ต้องฉีดลึกกว่าผิวที่เพียงแค่หมองคล้ำ

  • ชนิดของตัวยา: บางสูตรต้องลงลึกถึงชั้นหนังแท้ บางสูตรฉีดแค่ผิวตื้นก็เพียงพอ

  • เทคนิคของแพทย์: แพทย์แต่ละท่านมีความชำนาญในรูปแบบที่ต่างกัน และจะเลือกให้เหมาะกับรูปหน้าหรือสภาพผิวเฉพาะบุคคล



เมโสหน้าใส เหมาะกับใคร?

  • คนที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน (ก่อนออกงาน/ถ่ายภาพ)

  • ผู้ที่มีผิวแห้ง ขาดน้ำ หมองคล้ำจากมลภาวะหรือพักผ่อนน้อย

  • ผู้ที่มีรอยดำจากสิว หรือผิวไม่สม่ำเสมอ

  • ผู้ที่ไม่ต้องการการรักษาที่ใช้เวลานานหรือผ่าตัด



ทำเมโสบ่อยแค่ไหนถึงจะเห็นผล?

โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ทำทุก 1–2 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน 3–5 ครั้ง เพื่อให้ผิวได้รับการบำรุงเต็มที่ หลังจากนั้นอาจเว้นเป็นเดือนละครั้งเพื่อคงผลลัพธ์ ผิวจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น ดูฉ่ำวาวและสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด



ข้อควรระวัง ก่อนและหลังฉีดเมโสหน้าใส

ก่อนฉีด:

  • งดกรดผลไม้ / Retinol อย่างน้อย 3 วัน เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น

  • งดเลเซอร์หรือขัดหน้าหนักๆ ล่วงหน้า เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น

  • แจ้งแพทย์หากมีผิวแพ้ง่ายหรือมีประวัติภูมิแพ้ เพื่อจะได้ออกแบบการรักษาให้เหมาะสม

หลังฉีด:

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด งดว่ายน้ำหรือซาวน่า 48 ชม. เพื่อให้รอยเข็มปิดสนิท

  • ดื่มน้ำมากๆ ช่วยให้ตัวยาทำงานดีขึ้น

  • งดแต่งหน้าและใช้ผลิตภัณฑ์แรงๆบนใบหน้า อย่างน้อย 24 ชม. เพื่อให้ผิวได้ฟื้นฟู



📍 Pure Clinic โครงการ Anacade

เปิดบริการ: วันพุธ - วันอาทิตย์ | 13:00 - 20:00 น.(หยุดวันจันทร์และอังคาร)

จองคิวหรือสอบถามเพิ่มเติม📲 Line: @pureskinclinicbkk 📞 โทร: 099-956-4799 / 063-947-4447

ความคิดเห็น


  • Facebook
  • TikTok
  • Instagram
  • Line
ปรึกษาฟรี 099-956-4799 / 063-947-4447 

เพียวคลินิกเวชกรรม ใบอนุญาตที่ 10101001668 © 2026 Pure Clinic Bangna all right reserved

bottom of page